เอาอีกละ...ตั้งชื่อเอ็นทรี่เสี่ยงตกนรกกันอีกแล้วค่ะทุกท่าน...

วันนี้นังไนล์ก็หาเรื่อง(นรกกินหัว)มาเล่าให้ฟังอีกแล้ว

เรื่องนี้ต้องเท้าความว่าตอนนี้สาวๆปีหนึ่งคณะที่"ว่ากันว่า"ผู้หญิงสวยที่สุดของมหาวิทยาลัยชื่อดังแถวสยาม (กร๊าก ใบ้เหมือนแถวสยามมีหลายมหา'ลัย) กำลังเรียนเรื่อง ไตรภูมิพระร่วง ในวิชาวรรณคดีไทยกัน

เท้าไปอีกว่าไตรภูมิพระร่วงคือวรรณคดีสมัยสุโขทัยเกี่ยวกับ ภูมิทั้งสาม คือ กามภูมิ (แดนของสิ่งที่ยังยึดติดในกาม คือ นรก โลกมนุษย์และสวรรค์ชั้นต้นๆ)  รูปภูมิ (แดนของเทพที่มีรูปร่างแต่ไม่มีกิเลสแล้ว) กับอรูปภูมิ (แดนของเทพที่ไม่มีรูปร่างมีแต่จิตและไม่มีกิเลส)

ทีนี้นังไนล์ดันอ่านเรื่องของนรกอย่างตั้งอกตั้งใจไปหน่อย...

...เหวอ...ดุด่าว่าร้าย พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ นี่ลงโลกันตนรกเลยเหรอะ (โลกันตรนรกเป็นนรกตู้เย็นว่างเปล่า ทั้งมืดทั้งหนาวแถมยังไม่มีข้าวให้กินอีกต่างหาก คนที่อยู่ในนรกจะมองไม่เห็นกันได้แต่ไต่ไปไต่มา พอแตะเจอกันก็เข้าไปฉีกเนื้อกันกิน (บรื๊อ) พอสู้กันไปสู้กันมาก็จะลื่นตกลงไปในน้ำกรดเย็นเฉียบ ทำให้ร่างกายแหลกสลาย แล้วก็รวมกันเข้ามาใหม่ วนเวียนรับกรรมต่อไป) 

ถ้าคิดดีๆมันน่ากลัวนะ...มืดจนมองไม่เห็นแม้แต่ตัวเอง ไม่รู้ว่ามีใครหรืออะไรอยู่ใกล้ๆรึเปล่า (อย่าว่าแต่มืดๆเลย...ตอนนี้ก็...ลองหันไปมองข้างหลังดูสิ...) ถ้าไปแตะโดนอะไรก็อาจจะถูกฉีกเนื้อกินได้ง่ายๆ...

...ถามว่าเคยดุด่าว่าร้ายนินทาพ่อแม่ครูบาอาจารย์ไหม?

....

..

.

(รู้ชะตากรรมตัวเองทันที)

อ๊ากกก ดิฉันตั้งมั่นทันที "พรุ่งนี้จะไปทำบุญใส่บาตร"

(โฆษณา "ทุกๆเช้าของวันพฤหัส ประมาณเจ็ดโมงยี่สิบ ตรงสระน้ำหน้าพระบรมรูปสองรัชกาลจะมีพระสงฆ์มาบิณฑบาตร ใครอยากทำบุญก็มากันนะจ๊ะ มีของใส่บาตรขายด้วย")

ปรากฏว่าดันออกจากบ้านเช้าไปหน่อย นังไนล์เลยไปรอพระ เห็นพวกชมรมพุทธฯกำลังจัดของ ก็เลยเสนอหน้าเข้าไปช่วยเขาแบกของ (เรื่องออกแรงล่ะถนัด)

ทีนี้ระหว่างที่กำลังจัดๆอยู่เนี่ย ก็มีเสียงหล่อๆดังขึ้นมา

"วันนี้พระมากี่รูปเหรอครับ"

"ประมาณเจ็ดค่ะ"

"ของใส่บาตรนี่เท่าไหร่เหรอครับ"

"ข้าว...บาท กับข้าว...บาท น้ำ...บาทค่ะ"

(ยิ้ม) "เอ่อ...มีเครื่องคิดเลขไหมครับ"

"เดี๋ยวไปคิดเงินด้านนู้นได้ค่ะ" (ยิ้มกลับ)

...เปล่า...เจ้าของเสียงหล่อไม่ได้คุยกับนังไนล์ แต่คุยกับคนข้างๆนังไนล์ค่ะ

....

...

แต่แค่คุยกับคนข้างๆนังไนล์ก็ใจเต้นแล้ว

โฮกกก คนอะไรวะ หล่อมาก ถึงมากที่สุด

(ได้ข่าวว่ามาทำบุญ)

แต่ด้วยความเป็นกุลสตรีและพุทธศาสนิกชนที่ดี (ได้ข่าวอีกรอบว่าจริงๆแล้วนับถือเซ็น)

นังไนล์ก็พยายามไม่คิดถึงหน้าหล่อๆของพี่คนนั้น หยิบอาหารไปจ่ายตังค์ นั่งรอพระแล้วก็เริ่มคิดว่าจะอุทิศส่วนกุศลให้ใคร...

ป๊ากับแม่...อาม่า อากง เพื่อนที่คณะ พี่ๆที่ทำงานพิเศษ กระเป๋ารถเมล์ (เห็นรถเมล์วิ่งผ่านไปพอดี) คนบนรถเมล์ เอ่อ...เอาเป็นว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงรวมสามภูมิเลยแล้วกันวะ ทั้งชาตินี้ชาติหน้า (ดูมัน ขนาดจะอุทิศให้ใครยังโลภจะให้คนให้ได้มากทีสุดอีก) พอคิดแบบนี้ก็...อืม...อธิษฐานอะไรหน่อยดีไหมน๊อ

พบพระศรีอาริยเมตตรัย ได้นิพพาน...

อืม...ดีๆ เพราะเท่าที่อ่านมาจากในหนังสือ พระศรีอาริย์ฯจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายก่อนจักรวาลถล่มแล้วนี่หว่า ถ้าไม่นิพพานตอนนี้ก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว คงโดนพลังคลื่นเต่าสะท้านฟ้า ไฟ น้ำ ลม ตู้มๆๆๆ แหลกสลายตาย-่า คาโลกเน่าๆนี่แหงๆ

เอ...แต่คิดไปคิดมาก็ชักอยากจะนิพพานทั้งที่เป็นผู้หญิงนี่จังเลยแฮะ เพราะในไตรภูมิบอกไว้ว่า สวรรค์ชั้นที่อยู่ในรูปภูมิ เป็นสวรรค์ของพรหม (พรหมหมายถึงเทพที่สละกิเลสแล้ว) มีกี่ชั้นก็ว่ากันไป จะ..."พรหมทั้งหลายแต่ล้วนผู้ชาย แลจะมีพรหมผู้หญิงบ้างดั่งเทพยดาทั้งหลายอันอยู่ในชั้นต่ำไส้หาบ่มิได้..."

ฮ่วย ไม่มีผู้หญิงเลยเหรอะ อารายว๊าาา ทำไมกดขี่เพศหญิงกันจังเลย

ขนาดบทที่ว่าด้วยการสร้างโลกใหม่ยังบอกไว้ว่า พอโลกกลายเป็นโลกใหม่ปุ๊บ พรหมชั้นต่ำที่สิ้นบุญแล้วก็จะลงมาเกิดในโลก ตอนแรกๆก็ดีอยู่หรอก มีรัศมี บินได้ ไม่หิว ไม่ต้องกิน แต่พอพรหมเหล่านั้นได้กลิ่นดินก็จะหลงใหล ใครก็ตามที่กินดินนั้น (คาดว่าดินตอนสร้างโลกใหม่ๆคงจะหอมกว่าเศษเน่าเบื่อผุพังของซากพืชซากสัตว์ในปัจจุบัน) รัศมีไฮโซก็จะหายไป กลายเป็นมนุษย์ และ"ผู้ใดแลโลภแก่ดำฤษรานั้นมากนัก ฝูงนั้นกลายเป็นหญิงไปแล ผู้ใดโลภแก่ดำฤษราแต่พอยังควรไส้ ก็เป็นบุรุษภาวะอยู่แล"

อ๊ากกก อะไรวะเนี่ย หาว่าผู้หญิงโลภเหรอะ

หึย....

...จะขอให้นังไนล์ได้นิพพานทั้งที่ยังเป็นผู้หญิงดีไหมเนี่ย ให้มันรู้ไปเลยว่าผู้หญิงใครว่าสละกิเลสไม่ได้

ระหว่างที่กำลังหงุดหงิดกับความไม่เท่าเทียมของหญิงชายแม้กระทั่งในพุทธศาสนา นังไนล์ก็หันไปเห็นพี่สุดหล่อคนเมื่อตะกี้กำลังนั่งรอพระอยู่เหมือนกัน

เขาก็ยิ้มให้

...จบ...

...

..

...

จบเห่ค่ะ นิพพงนิพพาน มั่นใจว่ากว่าจะสละกิเลสได้คงอาศัยอีกหลายชาติแน่นอน รู้แล้วทำไมถึงไม่ค่อยยกย่องเพศหญิงกันนัก...

รู้แล้วจะอธิษฐานอะไร...

"ขอให้บุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้กระทำในวันนี้ ดลบันดาลให้จิตของข้าพเจ้าสว่างสดใส ค่อยๆสามารถละกิเลสได้ ไม่หน้าแดง ใจเต้นโครมครามกับผู้ชายสุดหล่อแบบในตอนนี้ และเมื่อเกิดไปอีกหลายๆชาติก็ขอให้ค่อยๆสละกิเลสลงจนสามารถนิพพานได้ในยุคพระศรีอาริย์ฯด้วยเถิด เพี้ยงๆๆๆๆๆๆ"

 แต่ในชาตินี้ก็....

อ๊ายยย จะไปใส่บาตรทุกอาทิตย์เลยเหอะะะะ กรี๊ดๆ

(เวร...แล้วเมื่อไหร่มันจะสละกิเลสได้ว๊า)

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

แหม่ มันก็ต้องมีกันบ้างสิ เรื่องแบบนี้ ฮ่าๆ
จะขอให้ไม่เป็นเลย มันจะดีเหรอ question

#1 By 【 G o r n 】 on 2007-11-11 00:59

555 ฮามากโจ้
เราว่าเรานี่ตกนรกขุมสุดท้ายเลยล่ะ กร๊าก
มะกี้คุยๆกานอยู่เอ็มมันเด้งอะ โทดทีๆ
แต่ก้ตามมาอ่านละนะ^^
*ปล เปนผุ ญ ดีที่สุดแล้ว (ออกแนวปกป้องสิทธิสตรีมากกรู กร๊ากๆๆๆ)
**สู้ๆ ขอให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตามอัตภาพ อิอิ

#2 By PigGie*F+uN (203.121.152.157) on 2007-11-12 21:17

เดินผ่านประจำ ตอน 8 โมงตรง question

#3 By book on 2007-11-22 23:00

ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนนะครับว่า ผมไม่ได้มีความรู้ลึกซึ้งทางศาสนาิอะไร...

ดังนั้น ถ้าผมจะก่อบาป ที่เกิดจาก การบอกเล่าเกร็ดความรู้ทางศาสนาโดยผิดๆ ก็ขออภัยด้วยนะครับ
-------------------------

ผมไม่คิดว่า ศาสนาพุทธมีการแบ่งแยกเพศนะ...

ตามประวัติศาสตร์ ก็มีภิกษุณีหลายองค์ อุบาสิกาหลายท่าน ที่ไปถึงนิพพาน ซะด้วยสิ

มากพอที่จะทำให้หนังสือพันกว่าหน้า ที่ว่าด้วยอุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี ตัวอย่าง เป็นเรื่องของภิกษุณี + อุบาสิกา ซะครึ่ง ล่ะครับ



--------------------
ส่วนเรื่อง พรหม ระดับ รูปพรหม ขึ้นไปในระดับหนึ่ง จะไม่พบผู้หญิง ถ้าเอาจริงๆ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เดาว่า คงจะเป็นการตัดอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นความรู้สึกทั้งหมด ที่มีต่อเพศตรงข้ามก็ได้มั้ง ทำให้โลกของพรหมในระดับนั้น ไม่จำเป็นต้องมีขั้วทั้งสองที่แตกต่างอีกแล้ว

หรืออาจจะเป็นเพราะ ผู้หญิงต้องทนความทรมานบางอย่าง ที่ผู้ชายไม่ต้องทนก็ได้ล่ะมั้ง ผมเองเป็นผู้ชาย ไม่เคยพบปะกับความทรมานอันนั้น แต่ที่ผมเห็นจากเพื่อนผู้หญิงส่วนมาก จะมีความอดทน ความเป็นผู้ใหญ่ มากกว่าผู้ชายในวัยเดียวกัน

...จะให้ผมคิดอะไรอีกล่ะ นอกจาก ผู้หญิงพวกนั้น ผ่านอะไรมาหลายๆอย่าง ที่ผู้ชายอย่างเรา ไม่เคยเจอ

การปลดเปลื้องซึ่งทุกข์อันนั้น (น่าจะเป็นทุกข์ขั้นละเอียดเลยล่ะมั้ง ถึงได้ไปปลดกันได้ที่ชั้นรูปพรหม) อาจจะเป็นสิ่งที่สมควรแล้วก็ได้

หากคิดว่า พรหมชั้นสูงสุดของอรูปพรหม ไม่มีรูปปรากฏ ไม่มีการรับรู้ถึงโลกภายนอก ไม่มีความรู้สึก ไม่มีความทรงจำ ไม่มีความระลึกได้ว่า ตัวกูยังอยู่ เพียงแต่ว่า ยังอยู่

...การปล่อยภาระของการแบ่งชาย/หญิง ลงที่ระดับรูปพรหมแล้ว ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ สมเหตุสมผล ล่ะครับ

เทพ ชั้นสูงสุด ก็ยังมีเป็นผู้หญิง อยู่นะครับ้
พลังก็ประมาณว่า ต้องการสิ่งใด ไม่ต้องแม้แต่ลงมือเสกเอง แต่จะมีเทพชั้นล่างลงไปนิดนึง เสกให้อีกที ฝีมือแต่ละองค์ก็ล้วนเหนือไปกว่า สุดยอดศิลปินของโลกมนษุย์ ในสาขาต่างๆ ล่ะครับ

--------------------------


สำหรับเรื่องบรรลุธรรม วกกำลับเข้ามาพูดอีกครั้งนึง...

พระอานนท์ เคยถามพระพุทธเจ้าว่า ผู้หญิงมีศักยภาพในการบรรลุธรรมเท่ากับผู้ชายมั้ย
พระพุทธเจ้าตอบว่า... มีเท่ากัน

เหตุการณ์ข้างบนนี่ล่ะครับ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของ การอนุญาตให้ มีภิกษุณีบวชภายใต้ร่มเงาของศาสนาพุทธ โดยมีกฏเหล็ก8ข้อ กำกับ
------------------------------

ยังจะคิดว่า ในศาสนาพุทธ มีการแบ่งแยกเพศอยู่อีกมั้ยล่ะครับเนี่ย?

(ถ้าเอาเข้าจริงๆ ผมก็คิดแบบ ไม่ต้องมีมารยาทว่า ช กับ ญ มันต่างกันแค่ อวัยวะส่วนเีดียว ที่ขึ้นต้นด้วย จอจาน เหมือนกัน แค่นั้นเอง ไอ้ข้างในน่ะ ก็ไม่ต่างกันหรอก)

#4 By เพนจัง on 2007-11-24 22:31

ท่าทางผมจะเครียดไปหน่อยแฮะ... คอมเมนต์ซะยาว.. = =''

/me ดื่มวีต้าแล้วไปนอน

ปล. ขอให้พี่ไนล์ มีความสุขมากๆ นะฮะ

#5 By เพนจัง on 2007-11-24 22:34

คลายเครียดระหว่างอ่านโองการแช่งน้ำ
จริงๆเรียนไตรภูมิก็ได้คิดเยอะเหมือนกันเนอะ
ละกิเลสนี่ทำยากจริงๆ
ตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือ แล้วไงล่ะ 55+

พยายามสวดมนต์ก่อนนอนทุกวัน
แต่ก็ไม่ค่อยสงบได้ซักที

#6 By Shiny (124.121.212.44) on 2007-11-26 19:31

อ๊ะ มีคนมาตอบด้วยล่ะ ดีใจๆ

อื้ม อ่านแล้วก็เข้าใจนะ แต่ว่าจำได้ไหมว่าก่อนที่พระอานนท์จะถามพระพุทธเจ้าแบบนั้น พระอานนท์ทูลขออนุญาตให้ผู้หญิงบวชเป็นภิกษุณีอยู่ถึงสามครั้ง ซึ่งทั้งสามครั้งพระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงอนุญาตนะจ๊ะ

บอกตามตรงว่าพี่ไม่ค่อยคิดมากเรื่องการแบ่งแยกเพศในทางศาสนาหรอก เพราะตัวเองก็รู้ตัวดีอยู่แล้วว่าเพศหญิงเป็นเพศที่มีอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล (แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลซะเลย)

แต่ว่านะ ถ้าจะให้พูดกันตรงๆตอนนี้พี่ว่า...

"ช่างมันเถอะ"

เพราะทั้งพระอานนท์ พระพุทธเจ้า จีซัสไครส์ พระนบีมุฮัมมัด ทั

#7 By ReNile on 2007-11-28 23:36

- -""เห็นไปเมนต์ที่บล๊อคแล้วอดไม่ได้ที่จะอู้งานมาเยี่ยม
เหอๆ ช่างเป็นบลอคที่อ่านแล้วรู้สึกสบายใจขึ้นมาจริงๆ
แต่ว่านะ ชักอยากเจอพี่รูปหล่อของไนล์จังแล้วอะ 5555
ไปทำบุญมั่งดีกว่า
(ได้ข่าวว่าแกอยู่จนเกือบสว่างทุกวัน แล้วตื่นไหวอ๊ะ?)
อืมม คิดถึงมากมาย แล้วเจอกันเน้อ
จะมาไล่อ่านเอนทรี่เก่าๆให้ครบเลย 5555

#8 By LufiaxYondaime on 2007-11-30 14:47

ฝันไว้ว่า วันนึง จะเดินบิณฑบาตไปให้ถึงที่จุฬาฯ
เคยเดินไปถึงหัวลำโพงแล้วนะ
เวลาหมดก่อน
วัดระยะทางในโปรแกรมแผนที่แล้ว คงราว ๆ ๘ กม.ได้
ไป-กลับ ๑๖ กม. เอิ๊ก...เป็นลม
ผู้หญิงในเพศฆราวาส บรรลุธรรมเร็วกว่าผู้ชายอีก
ไปดูลูกศิษย์หลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมชฺโช สิ โสดาบัน เต็มพรึ่ดเลย
เชื่อไหม วันก่อนจะบวช ถูกคัดค้านถึง ๕ วาระ ทั้งจากเพื่อนฝูง แฟน เพื่อนแม่ และคนสุดท้ายคือ ตัวแม่เองเลย
เล่นเอาเสียศูนย์ไปเลย มึนอยู่พักใหญ่ สุดท้ายโทรไปคุยกับเพื่อน เพื่อนกำลังขับรถไปส่งน้องผู้หญิงคนหนึ่ง พอน้องเขาได้ยินว่า กำลังลังเลเรื่องการบวชเพราะถูกคัดค้าน น้องเขาขอคุยด้วยหน่อย (ทั้งที่ไม่เคยคุยกัน ไม่รู้จักกัน) แล้วเขาก็สาธยายคุณความดีของการได้เกิดเป็นผู้ชาย เขาบอกนี่ถ้าเขาเป็นผู้ชายเขาบวชไปแล้ว ถ้าพี่จะบวช ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ มีคนไม่เห็นด้วยมากแค่ไหน บวชไปเลยพี่ ด้วยกำลังใจนั้น ก็ขับรถฝ่าความมืดออกไป ถึงวัดตอนตี ๒ เช้า ๙ โมง ก็เข้าโบสถ์ บวชนาคคู่ไปกับใครก็ไม่รู้
ถึงวันนี้ อีกเดือนกว่า ๆ จะครบ ๒ ขวบ แล้วครับ
ความจริงแล้ว ตามเนื้อความในหนังสือเรื่อง ๗ เดือนบรรลุธรรม ของดังตฤณ เขาแนะว่า โอกาสเกิดเป็นมนุษย์ช่างยากลำบากนัก โอกาสนี้ ที่เกิดมาทันได้รับฟังพระธรรมของพระพุทธเจ้า ศาสนายังไม่ได้เสื่อมสูญไป พระไตรปิฎกยังอยู่ครบ มิได้หาได้ง่ายนัก เกิดคราวหน้า อาจจะโผล่ไปเจอช่วงที่ว่างจากพระศาสนาก็ได้ อาจจะไปเกิดในประเทศซูดานก็ได้ ฉะนั้นแล้ว ควรทำชาตินี้ให้ดีที่สุดครับ อย่าไปหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าจะไปเกิดทันยุคพระศรีอาริยเมตไตรยเลยครับ ถ้าคิดอย่างนั้นวันนี้ วันหน้าไปเจอพระศรีอาริย์ก็จะอธิษฐานอย่างนี้อีกครับ ว่าขอให้ไปเกิดทันพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป หรือขอให้ข้าพเจ้าเข้าสู่พระนิพพานในอนาคตกาล
เอาอย่างนี้ครับ อธิษฐานคราวหน้า ขอให้ถึงพระนิพพานชาตินี้เลยครับ
อย่าไปคิดเลยครับว่า บารมียังไม่พอ จะไปถึงนิพพานได้รึ
บารมีแปลว่า กำลังใจ ครับ กำลังใจมันทำกันได้ครับ
หรือถ้ามองว่า นิพพานอยู่สูงไป ไกลไป งั้นขอพระโสดาบันก็ได้ครับ ถ้าได้โสดาบันแล้ว ขึ้นไปบำเพ็ญต่อข้างบนได้
พระโสดาบัน คือ ผู้ที่แรกเข้าสู่กระแสพระนิพพาน ครับ
อกุศลกรรมในอดีตทุกชาติที่ผ่านมา ไม่มีโอกาสให้ผล ครับ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่มีโอกาสตกนรกแล้ว ทีนี้จะไปนอนเท้งเต้งที่ไหน ก็ไม่ต้องห่วง ไม่มีโอกาสเกิดเป็น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ตลอดกาล
ถ้าบารมีอย่างอ่อน เรียก สัตตักขัตตุง เกิดอีก ๗ ชาติเข้านิพพาน
บารมีอย่างกลาง เรียก โกลังโกละ เกิดอีก ๓ ชาติ แล้วไม่ต้องเกิดอีก
บารมีอย่างเข้ม เรียก เอกพีชี เกิดอีกทีเดียว แล้วขึ้นไปเล่นหมากฮอร์สกับพระอรหันต์ บนพระนิพพานได้
นับข้อดีได้ขนาดนี้ มาลุย เพื่อเป็นพระโสดาบันกันเถอะครับ
การปฏิบัติเพื่อเป็น พระโสดาบัน มีดังนี้ครับ
๑.รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์
๒.เคารพ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยใจจริง
๓.ระลึกถึงความตายเสมอ ๆ หรือ รักพระนิพพานเป็นอารมณ์
ง่ายไหมครับ ๒ ข้อแรกน่าจะผ่านไปได้ง่าย ๆ แค่ลดละเลิกตอแหลเพียงอย่างเดียว ก็น่าจะได้ศีล ๕ มาตุน
คงจะมายากข้อ ๓
ถ้ากำลังใจสูง มีความฉลาดในอารมณ์ จิตใจเข้มแข็ง แบบพุทธจริต ก็ลุยนึกถึงความตายไปเลยครับ เจ๊เปสการีธิดา แกอายุแค่ ๑๓ ขวบ ได้ฟังพระพุทธเจ้าเทศน์เรื่องชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง และจงไม่ประมาท แล้วเจ๊แกก็กลับไปนึกถึงความตาย แค่ ๓ ปีให้หลัง ตอนนี้ไปนอนตีพุงอยู่ที่ชั้นดุสิต ได้โซดา เอ้ย...โสดา ไปเรียบโร้ยโรงเรียนทอหูก
ระลึกถึงความตาย ระลึกอย่างไร ไม่ใช่ไปคิดถึงแล้ว หดหู่ เศร้าหมอง หมดอาลัยตายอยากนะครับ อย่างนั้นคิดแบบไม่ฉลาด ต้องคิดว่า ความตายนั้น เป็นเรื่องธรรมดาของโลก มีเกิดแล้วก็ย่อมมีตายเป็นธรรมดา เห็นข่าวคนตายในหนังสือพิมพ์ ในทีวี ไม่ใช่ไปนั่งวิพากษ์วิจารณ์ แหมไม่น่าตายเลย จบมาก็สูง หน้าตาก็ดี ไม่น่าไปโดดตึกเอ็มไพร์ตายเลย อย่างนั้นไม่เกิดประโยชน์ ต้องคิดว่า ดูซี บางคนตายตั้งแต่อยู่ในท้อง บางคนเด็กอยู่ก็ตาย บางคนวัยรุ่นก็ตาย บางคนอายุกลางคนก็ตาย บางคนแก่แล้วค่อยตาย ความตายมิได้เลือกวัย ผิวพรรณ วรรณะ ไม่มีนิมิตหมาย จู่ ๆ ลมมันจะพัด ก็พาเอาคนพม่าตายไปเป็นแสน นั่งอยู่ในบ้านดี ๆ แป๊บเดียวก็กลายเป็นศพไปแล้ว ฉะนั้นเราจึงไม่ควรประมาท น้อมเข้ามาหาตัว วันหนึ่งเราก็จะตายเช่นเขา คิดอย่างนี้เรื่อย ๆ บ่อย ๆ ให้เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องฝืนใจทำ นึกได้ก็ทำ นึกไม่ได้ก็ปล่อยมันไป แรก ๆ ก็จะรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง อกสั่นขวัญแขวน พอคิดบ่อยเข้า ก็จะชินไปเองครับ แม้คนรอบข้างเราก็เช่นกันครับ เขาก็มีโอกาสตายพอ ๆ กับเรา ก็ลองคิดดูว่า ถ้าเกิดเขาตายขึ้นมา เราจะรู้สึกอย่างไร กับคนที่เรารักมาก ๆ คิดครั้งแรก น้ำตาไหลเลยครับ แต่พอคิดบ่อย ๆ เข้า ก็จะชิน การคิดเช่นนี้ มีคุณมากกว่ามีโทษครับ แม้ไม่ได้บรรลุโสดา แต่เวลาเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เราจะทำใจได้ก่อนคนอื่นครับ
ถ้าวิธีนี้ ปฏิบัติไม่ไหว หนักเกินไป ทำใจยาก ก็มีอีกวิธีครับ เขาเรียกว่า อุปสมานุสสติ ให้รักพระนิพพานเป็นอารมณ์ ทำบุญทุกอย่าง อธิษฐานอย่างเดียวเลยว่า ขอไปนิพพาน เรื่องเกิดชาติหน้าขอให้รวย ให้สวย ให้มีแฟนหล่อ ๆ ให้เก่ง ให้เฮง ไม่มีสำหรับเรา นั่นมันอธิษฐานให้เกิดใหม่ชัด ๆ
ทำอะไร ๆ ก็คิดถึงแต่พระนิพพาน พรหมไม่เอา สวรรค์ไม่เอา มนุษย์ไม่เอา อบายภูมิ ๔ ไม่เอา คิดอยู่เรื่อย ๆ จนชิน เวลาอยู่ในเหตุการณ์หวาดเสียว พยายามระลึกให้ได้ ถ้าข้าพเจ้าต้องตายเวลานี้ ขอไปพระนิพพานจุดเดียว
เอาละ ถ้าอ่านลงมาถึงตรงนี้ได้ ตาคงเริ่มแฉะแล้ว
เอวังเลยดีก่า
เจริญในธรรมครับ

#9 By Dhammasarokikku on 2008-06-28 21:12