ประสบการณ์งานพิเศษวันแรก
posted on 03 Nov 2007 13:41 by renileวันนี้นังไนล์ตื่นเต้นมากมายเหอะค่ะ ได้ไปทำงานพิเศษเป็นวันแรก ใครจะขำก็ได้นะว่าทำไมถึงได้ตื่นเต้น สาบานว่าแต่เกิดมาสิบเก้าปีพึ่งจะเคยทำงานแบบนี้เลยล่ะค่ะคุณขา
เป็นงานขายเครื่องประดับในห้างที่อโศก โดยวันนี้จะเป็นวันทดลองงานก่อนแต่นังไนล์ดันไม่รู้ว่าจากมหาลัยไปที่ทำงานต้องใช้เวลากี่โมง ก็เลยไปถึงก่อนเวลา....สี่สิบนาที (ด๋อยจริง) ไม่ได้ตั้งใจนะ แต่รถไฟใต้ดินมันเร็วเกิน (กร๊าก)
เปลี่ยนเสื้อผ้ารองเท้าก่อนไปเรียบร้อย แต่วันนี้นังไนล์ดันแบกกระเป๋าใบใหญ่ไปค่ะ ใครที่ได้เห็นกระเป๋าใบนี้จะรู้ว่ามันใหญ่มากมากก ก็ใช้เวลานานเล็กน้อยกว่าจะพับ ยัด ดัน กระทืบเข้าล็อกเกอร์ไปได้ พอเสร็จก็ต้องแลกบัตรมาติดต่องานก่อนเพื่อจะได้เข้าสำนักงานไปยื่นเรื่องกับทางห้างว่าเราจะมาทำงานที่นี่ได้
สำนักงานห้างอยู่ชั้นห้าค่ะ (บันไดเลื่อนสี่ ธรรมดาหนึ่ง) เดินขึ้นไปหนึ่งรอบ พี่เขาบอกว่าต้องมีหนังสือสัญญาจากหัวหน้าบริษัทที่จ้างเราก่อน นังไนล์ก็เลยเดินลงมารอข้างล่าง พอหัวหน้ามาปุ๊บก็เอาเอกสารขึ้นไปให้หัวหน้าแผนกเซ็น
หัวหน้าแผนก(ที่ควรจะอยู่ในสำนักงาน)ลงไปเดินตรวจที่ชั้นหนึ่งค่ะ
โอเค...ดิฉันตามลงไปชั้นหนึ่งเซ็นเสร็จ ก็เดินขึ้นไปให้ที่สำนักงาน พี่เขาก็บอกว่าขอบัตรประชาชนด้วยค่ะ
...หอยหลอด...บัตรประชาชนนังไนล์แลกทิ้งไว้ที่ชั้นหนึ่ง
วิ่งลงไปเอาแล้วก็วิ่งกลับขึ้นมา หัวหน้าแผนกแกก็มองหน้า...
"ทำไมหน้าตาแบบนี้"
เหวอกันไหมละคะ ทำไมหน้าตาแบบนี้ มันเป็นคำถามที่สื่ออะไรเนี่ย???
"ไปแต่งหน้ามาซะ"
...อ่อ...พนักงานห้างเขาต้องแต่งหน้า....
รุ่นพี่เขาก็ใจดีจะแต่งหน้าให้...แต่นังไนล์ก็ต้องจำใจปฏิเสธ...ก็เครื่องสำอางค์ที่พี่ใช้น่ะ...บลัชออนบลูมของปลอมราคาอันละ สี่สิบบาท
อกอีแป้นจะแตก! บลูมอันละสี่สิบบาท นี่ถ้าบริษัทมันไม่ล้มละลายแล้วเอามาขายทอดตลาด บลูมมันคงไม่เอามาขายราคาเท่านี้หรอก แต่นี่ร้านมันยังตั้งเด่นเป็นสีชมพูแหว๋วอยู่ในสยามดิส เพราะฉะนั้นความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวก็คือหน้านังไนล์อาจจะแหกก่อนวัยอันควรเพราะเครื่องสำอางค์ปลอม...
ด้วยเหตุนี้ก็วิ่งลงไปที่ชั้นใต้ดิน โชคดีจริงๆที่วันนี้เอากระเป๋าเครื่องสำอางค์ไป แต่งมันตรงที่จอดรถนั่นแหละค่ะ
เดินขึ้นมาพี่ๆก็ทักว่า...แต่งแล้วเหรอ...
อุ๊ยตาย แต่งหน้าให้ดีต้องแต่งให้เหมือนไม่ได้แต่งเนอะๆ
แล้วนังไนล์ก็ได้เริ่มงาน....
...ซะเมื่อไหร่...
ทุกท่านนับรึเปล่าคะว่านังไนล์วิ่งไปกลับชั้นห้ากับชั้นใต้ดินกี่รอบ...ถ้าคนปกติวิ่งก็คงเหนื่อยๆ แต่ดิฉันที่เกิดมาไม่เคยใส่ไอ้รองเท้าคัทชูหรูๆไฮโซมาก่อนในชีวิตหรูจริงนะ ของ แนเชอรัล... .... (เติมคำในช่องว่าง) ที่เป็นมรดกจากอาโกแต่นังแนเชอรัลไล.... นรกนั่นทำตัวไม่สมเป็นรองเท้าไฮโซค่ะ
มันกัดเท้าเน่าๆของนังไนล์! เป็นรองเท้าที่สิ้นคิดสิ้นดีเลย จริงๆก็ออกอาการตั้งแต่เดินขึ้นไปสำนักงานรอบแรกแล้ว แต่ก็อดทนเอาวะ เดี๋ยวมายืนก็ไม่กัดแล้ว
ที่ไหนได้ วิ่งกันห้าหกรอบ เท้านังไนล์ก็แหกไม่เหลือชิ้นดีสิคะ (เวอร์ จริงๆแค่สี่ห้าแผลเอง) ตอนนั้นรู้สึกอยากร้องไห้มาก ใครไม่โดนกับตัวคงไม่รู้ รองเท้ากัดช่างแสนทรมาน...
แต่เขาห้ามใส่รองเท้าอย่างอื่นนอกจากคัทชู...(ผู้จัดการที่นี่เฮี้ยบโคตร ถ้าใครควักโทรศัพท์ขึ้นมาระหว่างยืนจะโดนยึดทันที)
จะโทรหาแม่ให้แม่เอามาเปลี่ยนก็จะเป็นลูกแหง่ไป...แถมจะซื้อรองเท้าใหม่นังไนล์ก็มีตังค์เหลืออยู่แค่ร้อยยี่สิบ ไม่พอซื้อไอ้คู่ละร้อยเก้าเก้า....นังไนล์ที่ไม่รู้จะทำไงดีแล้วเลยกัดฟันเดินออกไปที่ลานจอดรถกดโทรศัพท์หาฟิล์มทันใดด้วยความสิ้นคิด
"แกอยู่ไหนวะ"
"อยู่มหาลัยว่ะ..." (เพื่อนนังไนล์เรียนอยู่ธรรมศาสตร์ รังสิต)
"...." (หัวเราะให้กับความหอยหลอดของตัวเอง) (แต่หอยหลอดแปลว่าอะไรนังไนล์ก็ไม่รู้ เป็นคำพูดติดปากช่วงนี้
วางโทรศัพท์ด้วยความละเหี่ยใจ...ก่อนจะนึกขึ้นมาได้
นังฮาร์ท!
มันติดเงินนังไนล์อยู่สามร้อย! กดโทรศัพท์หามันเร็วไว
แล้วนังฮาร์ทก็สะเด็ดมา...ราวสองชั่วโมงหลังจากนั้น พร้อมตังค์สามร้อยและพลาสเตอร์ยา
พึ่งเคยเห็นหมูหน้าตาเหมือนเทวดาก็วันนี้ละวะ
ซื้อรองเท้าใหม่เรียบร้อยยืนขายต่อไปอีกจนถึงสามทุ่ม
อา...น่องดิฉัน...คุ้มไหมกับเงินสามร้อยห้าสิบเนี่ย...
ไม่คุ้ม...
แต่....
คุ้มมากกับประสบการณ์
บอกตามตรงว่านังไนล์ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้เป็น"พวกเดียว"กับสาวๆพนักงานขายมาก่อน พนักงานขายในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสาวสวยในพารากอนนะคะ แต่เป็นพนักงานที่ทาแป้งขาว ตาฟ้า แก้มส้ม ปากชมพู ที่เอะอะก็ "มาดามๆ ดีส ไนท์ นะ มาดาม มีดีสเคานท์ด้วยนะมาดาม"
ตอนแรกที่เราไปยืนก็เริ่มมีสาวๆโผล่มาดูตัว(?)ด้วยความสนใจทีละคนสองคน ก็มีถามว่าเป็นคนจังหวัดอะไร (พอได้ยินว่ากรุงเทพก็อึ้งไปนิดนึง) (เอ๊ะ? อึ้งหน้าตานังไนล์เหรอ?) แล้วก็ถามว่าเรียนอยู่ไหม ที่ไหน (พอบอกว่าจุฬาก็อึ้งกันไปอีกรอบ) คณะอะไรล่ะ (อักษรค่ะ ปีหนึ่ง)...ทุกคนเริ่มเกิดปฏิกิริยา... แล้วที่บ้านทำงานอะไรน่ะ (เป็นร้านถ่ายรูปค่ะ)
แล้วพี่อ้วนที่ตัวจริงไม่ได้อ้วนเล้ย (หุ่นอย่างกะบียอนเซ่) ก็อดทนไม่ไหวถามว่า
"แล้วนี่มาทำงานทำไมเนี่ย"
...เอ่อ...ก็...หาประสบการณ์น่ะค่ะ หาตังค์ด้วย....
ทุกคนใบ้รับประทาน กลับไปทำงานของตัวเองต่อไป (อะ ล้อเล่น เขาก็คุยๆต่อนั่นแหละ)
คุยไปคุยมาก็เริ่มรู้ๆแล้วว่า พี่แต่ละคนส่วนใหญ่จะมาจากต่างจังหวัดและไม่ได้เรียนมหาลัย พี่บางคนก็มีลูกแล้ว บางคนก็เรียนรามอยู่ บางคนก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องเรียน
เอาเป็นว่า พูดตรงๆคือเป็นคนกลุ่มที่ไม่ค่อยมีการศึกษา
เอะอะเสียงดัง ทะลึ่งตึงตังกันพอสมควร
แต่พวกเขาก็เป็นคนดี (ถึงมารยาทต่อลูกค้าบางครั้งอาจจะไม่ดีไปบ้าง แต่เพราะพี่เขายืนตั้งแต่เช้าจรดเย็น มันก็ต้องเมื่อยต้องเหนื่อยกันบ้างแหละเนอะ นังไนล์ยังเหนื่อยเลย)
ชวนนังไนล์คุย มีการแซวๆกัน มีการถามว่าจะไปเข้าห้องน้ำไหม จะไปพักไหม สอนงานให้ พูดให้กำลังใจ
สรุปก็เป็นคนดีล่ะ (ยิ้ม)
อ้อ มีเรื่องขำๆอีกเรื่องนึง คือระหว่างที่ยืนขายของอยู่ ก็มีพี่สาวญี่ปุ่นวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาถามว่า
”すみません、トイレットはどこですか?″ (ขอโทษนะคะ ห้องน้ำอยู่ที่ไหนเหรอคะ)
นังไนล์ก็หน้าตาตื่นวิ่งไปถามพี่เขาให้แล้วก็ใส่ญี่ปุ่นกันเป็นชุดใส่พี่สาวคนนั้น ทั้งรอซักครู่นะคะ อยู่ชั้นสามค่ะ ขอบคุณนะคะ ไม่เป็นไรค่ะ
แล้วพี่แกก็วิ่งหน้าตั้งไป (คาดว่าใกล้แล้ว)
ส่วนพี่ๆที่เหลือก็ยืนอึ้ง.....
...อ่า....รู้สึกอย่างกับว่าทำเรื่องไม่ดีไปซะแล้วงั้นล่ะ...
แล้วก็ทำงานต่อไป ถามว่าทำอะไร ก็แค่ยืนเดินไปเดินมา รอลูกค้าเข้ามาดูของพูดเชียร์ๆแล้วก็ขายเท่านั้นเอง
แต่ที่เหนื่อยคือการยืนรอเนี่ยแหละค่ะ
ยืนกันเป็นชั่วโมงๆ ลูกค้าก็แค่เดินเข้ามาโฉบๆ พลิกๆแล้วก็ออกไป
รู้สึกว่ายิ้มได้อย่างอ่อนล้าเหลือเกิน...
แต่นังไนล์ก็ได้ลูกค้าคนแรก เป็นคุณแม่ที่อยากจะมาซื้อสร้อยให้ลูกสาววัยสิบขวบ นังไนล์ก็ดี๊ด๊า ช่วยกันเลือกกับคุณแม่(ชาวอเมริกัน)กันนานนนนเลย (ด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่พุ่ง เส้นนี้ก็สวยนะคะ ถ้าหนูเป็นคุณแม่ หนูคงจะให้ลูกสาวใส่เส้นนีแหละค่ะ)
แล้วก็ได้ขายชิ้นแรก สร้อยรูปหัวใจห้อยกับกุญแจ
ปลื้มมมมม
อ้อ...อีกเรื่องนึง
ช่วงนี้เพื่อนใกล้ตัวนังไนล์คงรู้สึกได้ว่านังไนล์เรดาร์เพี้ยน หันเหกลับมาชอบอะไรสวยๆงามๆได้อีกครั้ง
แล้วของที่นังไนล์ขายก็เป็นเครื่องประดับ
นังไนล์ก็หยิบๆ ลูบๆ คลำๆ จับๆ แถมยังเผื่อแผ่ไปถึงบู๊ทข้างเคียง
จนพี่ๆแซวว่า จัดกระทั่งบู๊ทอื่นเลยเหรอะ
เปล่าค่ะ...หนูไม่ได้จัด...
หนูอยากด๊ายยยย กรี๊ดดด น่ารักมากมาย กิ๊บติดผมรูปดอกไม้ ปิ่นปั๊กผมลายจีนๆสีแดง สร้อยดอกไม้ ที่คาดผม น่ารักที่สุดอ๊า (แต่ก็แพงที่สุดเหมือนกัน)
...หึย....อยากซื้อให้ตัวเองอันนึงจังเลย....
อ่อย...รู้สึกเหมือนหมดเรื่องที่อยากจะเล่าแล้ว จริงๆคือเหนื่อยมากๆแต่ถ้าสลบไปซะก่อน อาจจะเล่าได้ไม่หมด
สุดท้ายนี้ขอบันทึกเรื่องของพี่ๆแต่ละคนไว้ซักนิดนึงนะคะ เป็นความทรงจำดีๆ...
พี่ปิ๋ว พี่สาวแสนดีที่คอยดูแลอะไรต่างๆให้ ต้องกลับบ้านที่ต่างจังหวัดวันนี้เลยอยู่ด้วยถึงแค่สี่โมงเย็น รู้สึกแปลกๆนิดหน่อยที่พี่เขาไปซื้อแม็คเป็นของฝากให้คนที่บ้าน...
พี่ยะ พี่สาวที่แสนจริงจังแต่ก็ใจดี ดูเรียบร้อยๆ เป็นคนแรกที่ชวนเราที่ยังเอ๋อๆอยู่คุย มาจากสตูลได้หกเดือนแล้วท่าทางจะเป็นโรคโฮมซิกอยู่...อ้อ ให้เรายืมตังค์ตอนกินข้าวด้วย
พี่อ้วน พีสาวหุ่นดีทีไม่เห็นจะอ้วนตรงไหน ผมทอง หน้าตาน่ารัก เฮฮาสนุกสนาน ใจดีด้วย มีไปนวดให้คุณยายคนแขกที่นั่งพักอยู่อีกต่างหาก (มีแนะนำเรื่องที่คุณยายปวดขาด้วยว่า ถ้ามาดาม "ฟิตๆเฟริมๆ"นะ มาดามก็จะไม่ปวดเลกแล้วล่ะ สลิมน่ะ สลิม)
พี่ปอ ทอมพังก์ (มาขายเครื่องประดับสตรีได้ไงวะ?) ที่หน้าหม้อนิดๆ แต่ดันเตี้ยกว่าเรา (กร๊าก) ทะลึ่งหน่อยๆ แต่ก็เป็นคนเปิดเผยดีนะ อายุมากกว่านังไนล์ปีนึง มาชวนคุยว่านังไนล์เป็นคนเหนือรึเปล่า (แต่ปอก็ไม่ใช่สเป็คดิฉันอยู่ดี...อย่างดิฉันต้องสาวน้อยน่ารักที่ไม่มีนิสัยชอบพึ่งพาคนอื่น) (อะเหอะๆ อย่าเขยิบหนีกันสิ นังไนล์ล้อเล่น(รอบสอง)น่า)
พี่แจ๋ ผู้จัดการสุดโหด เฮี้ยบ และเท่เป็นบ้า ให้อารมณ์เจ๊ใหญ่
พี่หยก หัวหน้าของบริษัท ตัวเล็ก เสียงน่ารัก ชอบพูดว่า "....อืม...." เป็นคนหน้าเหมือนกบที่หน้าตาน่ารักมากๆ ตาโตเปิดจักรวาล แบ๊ว(ในแง่ดี)ได้โดยไม่ต้องแอ๊บ
และพี่ๆอีกหลายคนที่เรายังไม่รู้จักชื่อ แต่ก็ดีกับเรามากๆ อยากบอกว่าคุ้มจริงๆที่ได้รู้จักพี่ๆและได้มีประสบการณ์แบบนี้...
พูดเหมือนเลิกทำแล้วเลย...ฮ่าๆ วันอาทิตย์นี้ก็ยังต้องไปทำอีก
ไว้จะมาเล่าต่อค่ะ
edit @ 3 Nov 2007 13:42:05 by ReNile
#1 By =: แฮมสเตอร์ขึ้นอืด := on 2007-11-03 15:57